8 หุ้นอนิเมะ จากโลกการ์ตูน...สู่โอกาสเติบโตในพอร์ตจริง
ใครว่าการดูอนิเมะมันแค่เสียเวลา…
อนิเมะวันนี้มันโตไปไกลกว่านั้นเยอะ กลายเป็นอุตสาหกรรมที่ฟาดเงินเป็นพันล้านเหรียญ จากที่เคยเป็น “ของญี่ปุ่น” ตอนนี้อนิเมะกลายเป็น วัฒนธรรมโลก
ไม่ว่าจะ Netflix, Disney+ หรือ Crunchyroll ก็พร้อมใจกันยกอนิเมะขึ้นหิ้งคอนเทนต์หลักแล้วเรียบร้อย ไม่ว่าจะเป็น การ์ตูน → เกม → ของเล่น → คาเฟ่ → คอนเสิร์ต → กาชาปอง
ตลาดนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ “ขายแฟนคลับ” …แต่มันคือ โอกาสลงทุนจริง ๆ ที่เอาไปเข้าพอร์ตได้เลย
และนี่คือ 8 หุ้นอนิเมะที่บอกเลยว่า ไม่ใช่แค่เติมพลังใจ แต่เติมกำไรได้ด้วย
.
- 1. Sony (SONY) – พ่อใหญ่แห่งจักรวาลอนิเมะ
พูดถึงอนิเมะ = ห้ามลืม Sony เพราะนอกจากขาย PlayStation, กล้อง, เพลง K-Pop แล้ว… Sony ยังเป็นเจ้าของ Crunchyroll แพลตฟอร์มสตรีมอนิเมะที่ใหญ่ที่สุดในโลก (ผู้ใช้มากกว่า 13 ล้านคน และยังโตต่อเนื่อง)
จุดแข็ง:
- Crunchyroll กำลังขยายฐานผู้ใช้ พร้อมทำอนิเมะออริจินัลเองด้วย
- Ecosystem ที่เชื่อมอนิเมะกับ PlayStation, ฟิล์ม, เพลง → เกิดเป็นการรวมมือกับของหลายธุรกิจ
โหดกว่าร่างฟิวชั่นโกเท็นคส์
- Globalization ที่ไม่ได้พึ่งญี่ปุ่นอย่างเดียว แต่ยิงไปทั่วโลก
จุดเสี่ยง:
- คู่แข่งอย่าง Netflix, Disney+ ก็อยากแย่งซีน
- ยังพึ่งพิงต้นฉบับจากเจ้าอื่นเป็นหลักต้องซื้อ ทำให้ค่า content license แพง หากเลือกพัฒนาผิดเรื่องอาจเจ็บแรงกว่าแทงกาชา SSR ไม่ออก
Sony ไม่ได้ขายแค่ “ความบันเทิง” แต่มันกำลังผูก lifestyle + tech + content ไว้ด้วยกัน อนิเมะเลยกลายเป็นแค่หนึ่งใน “ห้องเครื่อง” ที่ปั่นกำไร
- 2. Netflix (NFLX) – จากซีรีส์ Squid Game…ถึง Blue Eye Samurai
Netflix รู้ว่าโลกนี้ไม่ได้อยากดูแต่คนรวยตบตีกันในเพนต์เฮาส์ เลยทุ่มเต็มตัวในอนิเมะ ทั้งทำ original เอง และจับมือกับสตูดิโอญี่ปุ่นใหญ่ ๆ
จุดแข็ง
- Original Anime เช่น Blue Eye Samurai, Castlevania, Devilman Crybaby → โกอินเตอร์ได้ง่าย
- ฐานผู้ใช้ทั่วโลกกว่า 260 ล้าน+ คน อนิเมะเรื่องเดียวก็ดังได้ทุกทวีป
- ลงทุนยาว เพราะ Netflix ไม่ได้ทำเล่น ๆ แต่สร้างทีมอนิเมะ dedicated เลย
จุดเสี่ยง
- อนิเมะทำยาก + ต้นทุนสูง ถ้าพลาดทีคือเงิบ
- รายได้พึ่ง subscription → ถ้า user ยกเลิก = กระทบหนัก
Netflix ไม่ใช่อนิเมะ pure-play แต่เป็นเสือซุ่มที่เอาอนิเมะมาเป็น differentiator สู้กับ Disney+/Prime Video
- 3. Disney (DIS) – เพราะทั้งโลกไม่ได้ดูแค่เจ้าหญิง
Disney+ เริ่มใส่อนิเมะเข้ามาใน portfolio เพราะรู้ว่าถ้าอยากโตขึ้นในโลกการ์ตูน แค่เจ้าหญิงกับ Original Content คงไม่พอ
จุดแข็ง
- เงินถุงเงินถังของ Disney แค่ลงทุนหยอด ๆ ก็เท่ากับงบทั้งปีของสตูดิโออนิเมะเล็ก ๆ
- Partnership ที่แข็งแรง ร่วมมือกับสตูดิโอญี่ปุ่น ผลิตอนิเมะ exclusive
- IP Power ที่แข็งแกร่งของ Original Character สามารถทำหนัง, เกม, ของเล่น, เสื้อผ้า,
crossover ได้ สร้างรายได้หลายทาง
จุดเสี่ยง
- Disney ยังเน้น Marvel, Pixar, Star Wars → อนิเมะยังเป็น side quest
ต้องใช้เวลา build brand ในวงการนี้
สำหรับนักลงทุนสาย long-term, Disney = content empire ที่อนิเมะเป็นอีก growth engine ที่เพิ่งสตาร์ท
- 4. Kadokawa (KDKWF) – เจ้าพ่อไลท์โนเวล
Kadokawa คือเจ้าพ่อมังงะ + ไลท์โนเวล ที่ปั้นเรื่องดังมาแล้วนับไม่ถ้วน เช่น Re:Zero, Sword Art Online, Konosuba
จุดแข็ง
- Diversify ทั้งมังงะ, ไลท์โนเวล, อนิเมะ, เกม, สื่อ online ครบ
- Sony เพิ่งเข้าถือหุ้น ~10% → ร่วมมือกับ Crunchyroll โหดขึ้น
- มีไลท์โนเวลใหม่ ๆ ถูกปั้นเป็นอนิเมะ/เกมตลอดเวลา
จุดเสี่ยง
- หุ้นมันเทรด OTC สภาพคล่องบางทีหายากกว่าเก้าอี้ในร้านราเมงตอนเที่ยง
- ขึ้นอยู่กับ hit/miss ของ content → ถ้าผลงานเจ๊ง ก็ลากทั้ง ecosystem ล่ม
เสี่ยงหน่อย แต่ถ้าอยากได้ pure anime content play = Kadokawa คือของจริง
- 5. Bandai Namco (NCBDF) – Gundam ไม่ใช่ของเล่น แต่มันคือเศรษฐกิจ
ถ้าพูดว่า “อนิเมะ = เงิน” → Bandai Namco คือตัวอย่างชัดที่สุด จาก Dragon Ball, Gundam, Digimon, One Piece ขายได้ทุกอย่างตั้งแต่ figure ยัน theme park
จุดแข็ง
- Merchandise Machine ทั้งของเล่น + figure + model kit ทำให้ทำกำไรต่อเนื่อง
- ต่อยอดผ่านเกม Dragon Ball, Tekken, Elden Ring ทำให้บูสต์รายได้หนัก
- IP Power ที่แข็งแกร่งของ Original Character = สินทรัพย์ที่สร้างรายได้เรื่อย ๆ
จุดเสี่ยง
- พึ่งรายได้ของเล่นมากไป ถ้าเด็ก ๆ หันไปกดมือถือมากกว่าซื้อกันดั้ม = งานเข้า
- IP ใหม่ ๆ ไม่ค่อยเกิดง่าย
Bandai Namco = หุ้นอนิเมะที่ diversify ดีสุด (เกม + ของเล่น + theme park) เหมาะกับคนอยากถือยาว
- 6. Nintendo (NTDOY) – แม่ทุกสถาบันของแฟนเด็กยันผู้ใหญ่
Nintendo = Pokémon Company ทุกครั้งที่เกม/อนิเมะ Pokémon ออกใหม่
ทำแฟน ๆ เงินหายไปพร้อม ๆ กันทั่วโลก
จุดแข็ง
- Pokémon Franchise ทั้งเกม + การ์ดเกม + ของเล่น + อนิเมะ = วงจรทำเงินไม่จบ
- Global Brand ที่ไม่มีใครไม่รู้จัก Pikachu
- Cross Media ที่มีอนิเมะช่วยดันเกม เกมช่วยดัน merch ทำให้วนเป็น loop
จุดเสี่ยง
- พึ่ง Pokémon หนัก → IP อื่น ๆ อย่าง Kirby, Zelda ยังไม่ปังเท่า
- ความเสี่ยงจาก console cycle (Switch successor ต้องเปรี้ยง)
Nintendo = หุ้นสาย entertainment ที่ไม่ใช่อนิเมะ pure แต่ Pokémon คือเสาหลักที่ทำให้มันมั่นคง
- 7. Tencent (TCEHY) – มังกรจีนกับพลังอนิเมะ
Tencent ไม่ได้ทำอนิเมะเองอย่างเดียว แต่ลงทุนใน ecosystem หมด ทั้งเกม, สตรีมมิ่ง, และสตูดิโออนิเมะ
จุดแข็ง
- มี Bilibili ที่เป็นแพลตฟอร์มอนิเมะจีน + anime fandom community
- Game Tie-in ลงทุนในเกมอนิเมะเยอะ เช่น Arknights, Azur Lane
- มีเงินลงทุนกว้างขวาง ซื้อ stake บริษัทอื่นได้เรื่อย ๆ
จุดเสี่ยง
- Policy Risk จากรัฐบาลจีน (กฎใหม่โผล่มาได้ทุกเช้า)
- ไม่ใช่อนิเมะ pure-play → exposure กระจายไปหลาย sector
Indirect anime play ผ่าน ecosystem ใหญ่ เหมาะกับคนอยากเทสระบบเอเชีย + digital entertainment
- 8. Toei Animation (TOEAF) – พ่อบ้านของ Dragon Ball & One Piece
ถ้าโลกนี้ไม่มี Toei โลกก็ไม่มี One Piece, Dragon Ball, Digimon Toei คือสตูดิโอที่สร้าง IP ตำนาน ของจริง
จุดแข็ง
- Legacy IP อย่าง Dragon Ball, One Piece = ไม่มีวันตาย
- Cross-media หลายช่องทาง ทั้งรายได้จากหนังโรง, merchandise, license ไปทั่วโลก
- แรง Boost จาก Netflix ที่นำ Content ไปสตรีมและทำต่ออย่าง One Piece live-action
ก็ช่วยดันอนิเมะ original ให้คนกลับมาดู
จุดเสี่ยง
- รายได้พึ่งแค่ไม่กี่แฟรนไชส์ → ถ้าวันไหน Dragon Ball/One Piece แผ่ว = อาจสั่นคลอน
- ไม่ได้ diversify เท่า Bandai/Nintendo
Toei = pure anime studio ที่มูลค่าผูกกับ IP ตำนาน ใครอยากลงทุนใน “รากเหง้าอนิเมะ” = ต้องมี
‘อนิเมะ’ ไม่ใช่การ์ตูนเด็ก แต่คือเครื่องจักรทำเงินระดับจักรวาล
ดัง = สร้าง merch → มี merch = ทำเกม → มีเกม = ทำหนัง → มีหนัง = คนหันกลับไปดูอนิเมะ วน loop แบบ infinite Castle
ใครสายลงทุน อย่าไปยึดติดว่าอนิเมะ มีแค่ “ความบันเทิง” เพราะมันคือ “asset class” หนึ่งที่โตเร็วไม่แพ้ Tech
E-mail Customer Service
mst.clientservice@maybank.comCall Customer Service
026585050Line Customer Service
@maybankfriends