Maybank Securities

Share :

10 อุตสหกรรมยุทธศาสตร์ใน Made in China 2025

ก่อนหน้านี้ จีนต้องเผชิญวิกฤต “กับดักต้นทุนแรงงานสูง” (wage rising costs) และการแข่งขันจากประเทศที่อาศัยแรงงานราคาถูกมากขึ้น การทำเงินง่าย ๆ ด้วยการผลิตปริมาณมหาศาลไม่ใช่ทางออกอีกต่อไป

ดังนั้น จีนจึงต้องการกระโดดขึ้นสู่จุดที่มีมูลค่าสูงกว่า ไม่ใช่แค่อุตสาหกรรมหัตถกรรม แต่เป็นอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี, วิจัย & พัฒนา, และนวัตกรรม

 

จีนในช่วงหลังจึงไม่อยากเป็นแค่โรงงานโลกที่ผลิตของราคาถูกให้คนอื่น แต่ต้องการแปลงโฉมให้กลายเป็น “มหาอำนาจอุตสาหกรรม” ที่ควบคุมเทคโนโลยีและห่วงโซ่คุณค่า (value chain) ได้เอง

Made in China 2025 (MIC 2025) คือแผนแม่บทที่จีนประกาศตั้งแต่ปี 2015 (เริ่มจัดทำในปี 2014) เพื่อยกระดับขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรมให้ก้าวขึ้นไปมีมูลค่าเพิ่มสูงกว่าเดิม

 

ถึงแม้ชื่อ Made in China 2025 จะถูก “เบลอ” บ้างในทางการสื่อสารภายหลัง (หลังโดนแรงต้านจากต่างประเทศ) แต่หลักการและแนวนโยบายภายในยังคงถูกรื้อฟื้นผ่านกรอบนโยบายใหม่

เช่น “ความยั่งยืน” “วงจรคู่ (dual circulation)” และ “การพัฒนา high-quality”

 

MIC 2025 มีโครงสร้างหลัก 3 แกนคือ

1.เพิ่มสัดส่วนการผลิตภายในประเทศของวัตถุดิบ/ชิ้นส่วนหลัก (localization)

2.เน้นคุณภาพ, นวัตกรรม, และการผลิตสีเขียว (green manufacturing)

3.ยกระดับสมรรถนะอุตสาหกรรมให้แข่งขันในเวทีโลกได้

จีนตั้งเป้าว่า core components และวัสดุหลักที่เคยพึ่งพาการนำเข้า จะต้องถูกผลิตเองในประเทศให้ได้อย่างน้อย 70 % ภายในปี 2025 ทำให้เห็นได้ชัดเจนว่า

MIC 2025 ไม่ได้เป็นแค่แผน “ระยะกลาง” แต่มันคือพิมพ์เขียวสำหรับศตวรรษที่จีนอยากมีบทบาทนำในโลกอุตสาหกรรม ที่ประกอบไปด้วย

 

⚙️ วัสดุล้ำสมัย (New Materials & Rare Earth)

จากธุรกิจโลหะธรรมดา จีนมุ่งสู่การพัฒนาโลหะพิเศษ, คอมโพสิต, วัสดุผสม (composites), และวัสดุฟังก์ชันสูงที่ทนต่อแรงกด แรงดึง ความร้อนสูง ฯลฯ

จุดแข็ง: ทรัพยากรธรรมชาติ (rare earth reserves) และความได้เปรียบซัพพลายเชน

จุดอ่อน: การแปรรูปและเทคโนโลยีขั้นสูงที่บางส่วนยังต้องพึ่งพาต่างประเทศในบางวงการ

(บริษัทที่เกี่ยวข้อง → China Northern Rare Earth (ผู้เล่นแรร์เอิร์ธรายใหญ่ประจำฐาน Baotou), CNBM (ยักษ์วัสดุก่อสร้าง/อุตสาหกรรมวัสดุ), Baowu Steel (เหล็กกล้ารายใหญ่))

☀️ พลังงานสะอาด & ระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Power / Renewable & Grid)

จากประเทศที่พึ่งพาโรงไฟฟ้าถ่านหินอย่างมหาศาล จีนกำลังเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ทั้งโซลาร์ กังหันลม ไปจนถึงโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) และการส่งไฟฟ้าแรงดันสูงพิเศษ (UHV) เพื่อรองรับความต้องการพลังงานที่เติบโตอย่างรวดเร็ว

จุดแข็ง: ความสามารถผลิตอุปกรณ์โซลาร์และกังหันลมในราคาถูกและจำนวนมหาศาล ทำให้จีนครองตลาดโลก

จุดอ่อน: ความเสถียรของระบบไฟฟ้าและการเชื่อมโยงเครือข่ายยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องเร่งแก้

(บริษัทที่เกี่ยวข้อง → Sungrow (ผู้นำอินเวอร์เตอร์ระดับโลก), Goldwind (ผู้ผลิตกังหันลมรายใหญ่ของจีน), China XD Electric (อุปกรณ์ส่งไฟฟ้าแรงดันสูง/UHV))

🚀 การบินและอวกาศ (Aerospace)

เดิมทีจีนต้องพึ่งพาการนำเข้าเครื่องบินและชิ้นส่วนเกือบทั้งหมด แต่ปัจจุบันได้ลงทุนสร้างเครื่องบินพาณิชย์ เครื่องยนต์ และดาวเทียมด้วยตนเอง เพื่อยืนหยัดในตลาดการบินโลก

จุดแข็ง: การสนับสนุนจากรัฐและการลงทุน R&D มหาศาล ทำให้จีนมีโครงการระยะยาวที่ต่อเนื่อง

จุดอ่อน: เทคโนโลยีเครื่องยนต์และระบบควบคุมการบินยังเป็นจุดที่จีนตามหลังผู้ผลิตตะวันตก

(บริษัทที่เกี่ยวข้อง → COMAC (ผู้ผลิต C919/ARJ21), AVIC (คอนกลอเมอเรตอากาศยานและอุปกรณ์การบินของรัฐ))

 🚗 ยานยนต์พลังงานใหม่ (e-Mobility)

ตลาดรถจีนขยับจากสันดาปสู่ EV/Hybrid/แบตเตอรี่ โดยมีผู้เล่น “ครบระบบนิเวศ” ตั้งแต่รถ (BYD, NIO) ถึงแบตเตอรี่ (CATL) ซึ่งกลายเป็นซัพพลายเออร์ให้ผู้ผลิตทั่วโลก

จุดแข็ง: สเกลตลาดภายในประเทศใหญ่ที่สุดในโลก โครงสร้างพื้นฐานการผลิตครบ และ Tech learning curve เร็วมาก (โดยเฉพาะแบตเตอรี่)

จุดอ่อน: การแข่งขันดุ/สงครามราคา และแรงเสียดทานการค้าในต่างประเทศต่อสินค้าจีน

(บริษัทที่เกี่ยวข้อง → CBYD (ผู้ผลิต EV ชั้นนำของโลก), CATL (แบตเตอรี่ EV ส่วนแบ่งอันดับหนึ่ง), NIO (EV พรีเมียม/โมเดลสลับแบต))

 🚜 เกษตรกลอัจฉริยะ (AgriMech)

จากแรงงานเข้มข้น จีนกำลังเร่ง เครื่องจักรกลการเกษตร/ระบบอัตโนมัติ เพื่อลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และรับมือสังคมสูงวัย—ตั้งแต่รถแทรกเตอร์อัจฉริยะ จนถึงเครื่องเกี่ยวนวดสมัยใหม่

จุดแข็ง: ความต้องการภายในสูงและการสนับสนุนนโยบายอธิปไตยอาหาร (food security) หนุนการลงทุนเครื่องจักร

จุดอ่อน: เทคโนโลยี high-end ยังต้องยกระดับ และการกระจายเครื่องจักรสู่รายย่อยในพื้นที่ห่างไกลยังท้าทาย

(บริษัทที่เกี่ยวข้อง → YTO Group (ทรัคเตอร์รายใหญ่), Lovol (เกษตรเครื่องจักรครบไลน์), Zoomlion (แตกไลน์ agri machinery จากฐานเครื่องจักรก่อสร้าง))

 🤖 หุ่นยนต์โรงงาน & เครื่องจักรแม่นยำ (RoboFab)

เปลี่ยนจากแรงงานคนสู่ “ระบบอัตโนมัติ” ในโรงงาน—ตั้งแต่หุ่นยนต์แขนกล, หุ่นยนต์ร่วมงาน (cobots), ไปถึงเครื่องจักรกลแม่นยำ/เครื่องกลึง CNC เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและคุณภาพการผลิต

จุดแข็ง: ตลาดภายในที่ต้องการออโตเมชันสูงและระบบนิเวศซัพพลายเออร์ชิ้นส่วนที่กำลังเติบโตเร็ว

จุดอ่อน: ส่วนประกอบแกนกลางบางรายการ (เซ็นเซอร์/เซอร์โว/ซอฟต์แวร์ควบคุมระดับสูง) ยังต้องเร่งปิดช่องว่าง

(บริษัทที่เกี่ยวข้อง → Siasun (หุ่นยนต์อุตสาหกรรมรายสำคัญ), Estun (ระบบหุ่นยนต์/motion control), Shenyang Machine Tool (เครื่องจักรกลแม่พิมพ์/เครื่องกลึง))

📱สมรภูมิเทค: IT รุ่นถัดไป (AI, 5G, ชิป)

MIC2025 ยกให้สิ่งนี้เป็นเสาหลัก ตั้งแต่เครือข่าย 5G/6G, คลาวด์–AI จนถึง เซมิคอนดักเตอร์ ที่เป็นแกนกลางเทคโนโลยี โดยจีนผลักดันผู้เล่นอย่าง Huawei/ZTE ในอุปกรณ์สื่อสาร และ SMIC ในการผลิตชิป

จุดแข็ง: ฐานผู้ใช้มหาศาลเร่ง adoption, ระบบนิเวศฮาร์ดแวร์/เครือข่ายแข็งแรง และการลงทุน R&D ต่อเนื่อง

จุดอ่อน: ข้อจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยีชั้นสูง/เครื่องจักรลิโทกราฟีและแรงกดดันด้านมาตรการควบคุมการส่งออกจากต่างประเทศ ทำให้การไล่ระดับ node ขั้นสูงยังท้าทาย.

(บริษัทที่เกี่ยวข้อง → Huawei, ZTE (อุปกรณ์เครือข่าย/5G), SMIC (foundry ชั้นนำของจีน))

 🚄 ระบบรางความเร็วสูง & รางอัจฉริยะ (RailXpress)

จีนขยายเครือข่าย รถไฟความเร็วสูง ใหญ่ที่สุดในโลก และปั้น CRRC เป็นผู้ผลิตหัวรถจักร–ตู้รถไฟ/ระบบรางครบวงจร ส่งออกได้ทั่วโลก

จุดแข็ง: สเกลเครือข่ายในประเทศและประสบการณ์โครงการจำนวนมาก ทำให้เกิด learning curve และมาตรฐานเทคนิคของตัวเอง

จุดอ่อน: การขยายต่างประเทศขึ้นกับนโยบายประเทศปลายทาง/การเงินโครงการ และการแข่งขันจากผู้ผลิตญี่ปุ่น–ยุโรป

(บริษัทที่เกี่ยวข้อง → CRRC (ผู้ผลิตระบบรางเบอร์หนึ่งของจีน/หนึ่งในรายใหญ่ของโลก))

🧬 ชีวการแพทย์ & เครื่องมือแพทย์ (BioMed+)

จากฐานยาพื้นฐานและแพทย์แผนจีน จีนกำลังผลักดัน ยา–วัคซีน–อุปกรณ์การแพทย์สมรรถนะสูง และบริการ CRDMO เพื่อเชื่อม R&D สู่การผลิตเชิงพาณิชย์

จุดแข็ง: ตลาดภายในใหญ่–งบสาธารณสุขเพิ่ม และมี “แชมป์” หลายสาย—เครื่องมือแพทย์, logistics ยา, บริการวิจัย–ผลิตรับจ้าง

จุดอ่อน: แรงเสียดทานการเมืองการค้ากับตะวันตก (กรอบกฎหมายอย่าง Biosecure Act) อาจกระทบธุรกิจระหว่างประเทศบางส่วน

(บริษัทที่เกี่ยวข้อง → Mindray (อุปกรณ์แพทย์: monitoring–ultrasound–anesthesia), WuXi AppTec (CRDMO ระดับโลก), Sinopharm (คองโกลมอเรตส์ยา/วัคซีนและกระจายสินค้า))

 🚢 เรืออัจฉริยะ (SeaTech)

จีนต่อจิ๊กซอว์ “อำนาจทางทะเล–การค้า” ผ่านอุตสาหกรรมต่อเรือ/วิศวกรรมทางทะเล ตั้งแต่เรือขนส่งยักษ์ LNG, คอนเทนเนอร์ จนถึงแพลตฟอร์มทะเลลึก—โดย CSSC เป็นยักษ์ใหญ่ของโลก และ CIMC Raffles เชี่ยวชาญงานวิศวกรรมทางทะเล

จุดแข็ง: ส่วนแบ่งคำสั่งต่อเรือระดับโลกสูงมาก (ปี 2023–2025 สัดส่วนคำสั่งซื้อโดยน้ำหนัก/ตันอยู่ราวเกินครึ่งของโลก) และกำลังควบรวมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ–ขีดความสามารถ

จุดอ่อน: เผชิญแรงกดดันมาตรการการค้าบางประเทศและวัฏจักรอุตสาหกรรมเดินเรือที่ผันผวน

(บริษัทที่เกี่ยวข้อง → CSSC (กลุ่มต่อเรือรัฐรายใหญ่สุดของจีน), CIMC Raffles (วิศวกรรมทางทะเล))

 

ไม่ใช่ว่าทุกอุตสาหกรรมภายใต้ “Made in China 2025” จะประสบความสำเร็จในระดับเดียวกันทั้งหมด งานวิจัยจาก Rhodium Group ชี้ว่า แม้จีนจะมีพัฒนาการโดดเด่นในหลายสาขา

แต่ก็ยังมีบางอุตสาหกรรมที่ตามหลังประเทศพัฒนาแล้วอยู่ เช่น หุ่นยนต์ขั้นสูงและเทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งยังขาดความก้าวหน้าเทียบเท่าชาติที่มีเงินทุนและนวัตกรรมล้ำหน้า อย่างไรก็ตาม จีนยังคงเดินหน้าอย่างไม่หยุดยั้งภายใต้แรงสนับสนุนจากภาครัฐ

 

หนึ่งในจุดแข็งที่ทำให้จีนสามารถเร่งสปีดได้ คือ ความได้เปรียบเชิงนโยบาย รัฐบาลจีนอัดมาตรการสนับสนุนทั้งเงินอุดหนุน การลดหย่อนภาษี การจัดนิทรรศการนำร่อง

ไปจนถึงการสร้าง “pilot zones” เพื่อเป็นสนามจริงในการทดลองและเร่งพัฒนาธุรกิจใหม่ ๆ สิ่งเหล่านี้ช่วยผลักดันให้บริษัทในประเทศสามารถแข่งขันได้อย่างจริงจังบนเวทีโลก

 

แต่เส้นทางนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป เพราะ MIC 2025 ถูกสหรัฐมองว่าเป็นภัยคุกคามทางเทคโนโลยี ส่งผลให้เกิดมาตรการควบคุมการส่งออกชิป

การคว่ำบาตรบริษัทจีน และข้อจำกัดทางการค้าต่าง ๆ ซึ่งทั้งหมดนี้กลายเป็นความเสี่ยงใหญ่ที่อาจทำให้บางแผนการของจีนสะดุดหรือเดินหน้าได้ช้ากว่าที่ตั้งใจไว้

 

ในอีกมุมหนึ่ง สำหรับนักลงทุนทั่วโลก สิ่งที่เกิดขึ้นกลับแปลว่า มีโอกาสรออยู่ การที่จีนลงทุนหนักใน 10 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์เหล่านี้ ไม่เพียงสร้างการเติบโตในบริษัทจีนโดยตรง

แต่ยังเปิดโอกาสให้บริษัทในห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกได้รับอานิสงส์ นักลงทุนที่สามารถจับจังหวะและเลือกสรรได้อย่างถูกต้อง มีโอกาสได้เป็นส่วนหนึ่งของ “คลื่นธุรกิจใหม่” ที่กำลังก่อตัวขึ้น

 

ท้ายที่สุดแล้ว “Made in China 2025” ไม่ใช่เพียงแผนพัฒนาเศรษฐกิจที่เขียนบนกระดาษ แต่คือ พิมพ์เขียวอำนาจใหม่ ที่จีนวาดไว้เพื่อก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจอุตสาหกรรมของโลก - 10 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่ระบุไว้จึงไม่ใช่แค่รายการธรรมดา แต่คือเวทีที่จีนต้องลงแข่งขัน เพื่อพิสูจน์ความแข็งแกร่งในสายตานานาชาติ สำหรับนักลงทุน แผนนี้ไม่ควรถูกมองเพียงเป็น “รายชื่ออุตสาหกรรม” หากแต่เป็น กระแสการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ ที่เต็มไปด้วยทั้งโอกาสและความเสี่ยง ที่อาจนิยามภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกในทศวรรษข้างหน้า

ติดต่อเรา

Maybank SecuritiesMaybank SecuritiesMaybank Securities